วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ธปท.แจงเหตุเงินเฟ้อหลุดกรอบนโยบายการเงินช่วงไตรมาส 2-3

จัดทำโดย : นางสาววรัญญา สุขสำราญ

เลขทะเบียน 4902100324

ธปท. แจงเหตุ ปล่อยเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบหลุดกรอบเป้าหมายไตรมาส 2-3 ยันยังไม่ขยับดอกเบี้ย-ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ระบุไตรมาส 4 เงินเฟ้อจะยังต่ำกว่าเป้า 0.5% แต่หากรัฐฯเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เงินเฟ้อพื้นฐานกลับเข้าเป้าแน่นอน จ่อหารือคลังกำหนดเป้าหมายเฟ้อ 53

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายอัมพร แสงมณี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ทำหนังสือจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่ผ่านมา ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ปี 2552 ที่ครม.อนุมัติไว้ ระหว่าง 0.5-3% เพื่อชี้แจงรมว.คลัง และประชาชน ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ธปท. โดยระบุว่า การปรับตัวลดลงมากของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 และ 3 ปีนี้ เกิดขึ้นจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก เริ่มกระทบต่อความต้องการซื้อในประเทศ การลดลงอย่ารวดเร็วของราคาน้ำมันที่กระทบให้ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนสินค้าลดลงรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การใช้ 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล โดยหากตัดผลจาก 5 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลออกไป จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานที่ติดลบเป็นผลจากมาตรการชั่วคราวของรัฐบาล แนวนโยบายเงินเฟ้อของธปท.ในช่วงที่ผ่านมา จึงเน้นการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ การกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ และการลงทุนใหม่มากกว่าที่จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย

ผู้ อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า หากเป็นไปตามกำหนดการเดิม รัฐบาลยกเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในสิ้นเดือน ธ.ค.ธปท.คาดหมายว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 0.5-3% ได้ในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า แต่หากรัฐบาลยังคงต่ออายุมาตรการต่อไปอีก 6 เดือน การกลับสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเลื่อนไป 1 ไตรมาส เป็นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

“ในหลักการแล้ว หาก กนง. จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายการเงิน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้ ยังต้องติดตามต่อเนื่องว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศจี 3 เองก็ยังมีความเสี่ยง ขณะเดียวกัน จะต้องดูแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไปด้วย ซึ่งหากมองว่าราคาน้ำมัน และราคาสินทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ในปีหน้ายังเพิ่มขึ้นไม่มาก แนวนโยบายการเงินในไตรมาสที่ 4 และระยะต่อไปนั้น จึงน่าจะเป็นนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเช่นเดียวกับนโยบายดอกเบี้ย ที่ กนง.ใช้อยู่ในปัจจุบัน”นายอัมพร กล่าว

ผู้อำนวยการสายนโยบาย การเงิน ธปท. กล่าวถึงสาเหตุที่ ธปท.ยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปว่า เนื่องจากประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาติดลบ 0.1% นั้น ในเดือน พ.ย. และธ.ค.จะกลับมาเป็นบวกได้ แต่ยังต่ำกว่า 0.5% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายด้านต่ำ ดังนั้น เมื่อมองถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังไม่เกิดขึ้น ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำได้ต่อเนื่อง แต่ในอนาคต หากอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีแรงกดดันที่มากขึ้น และเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง การใช้นโยบายผ่อนคลายมากๆ อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ในระยะต่อไป

นายอัมพร กล่าวถึงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ของธปท.ช่วงต่อไปด้วยว่า ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการวางกรอบเงินเฟ้อ ปี 2553 กับกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะนำเสนอรมว.คลัง อนุมัติ และนำเสนอ ครม.พิจารณา ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ว่าจะยังคงเป็นไปตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2552 ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.5-3% ต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว กรอบนโยบายการเงินของธนาคารทุกแห่ง จะค่อนข้างนิ่ง และเป็นเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต 8 ไตรมาสข้างหน้าว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย ดังนั้น หากไม่มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแปลงอย่างรุนแรง การพิจารณากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเป็นการอนุมัติ
คำถาม :

1.การปรับตัวลดลงมากของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 และ 3 ปีนี้ เกิดจากอะไร

2.การชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก มีผลกระทบต่ออะไรบ้าง

3.หากรัฐบาลยกเลิก 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในสิ้นเดือน ธ.ค.ธปท.คาดหมายว่าอย่างไ





วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


เรื่องราวของราเกซ สักเสนา และบทเรียนที่ได้กับสังคมไทย

จัดทำโดย : นางสาวดารารัตน์ สุธีธเนศ
เลขทะเบียน 4902100377




ช่วงนี้มีข่าวคราวของนายราเกซ สักเสนา ปรากฎอยู่ค่อนข้างมากในสื่อมวลชนทุกแขนง เนื่องจาก ศาลสูงของประเทศแคนาดามีคำสั่งส่งตัวให้กลับมาดำเนินคดีในข้อหายักยอกหรือฉ้อโกงธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (BBC) ที่ประเทศไทย

นายราเกซ เดิมเป็นที่ปรึกษาของผู้บริหาร BBC ในช่วงท้ายก่อน BBC ถูกสั่งปิดกิจการ ซึ่งในขณะนั้นฐานะทางการเงินของ BBC ไม่ค่อยดีนัก และมีปัญหามานานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลงไป จนได้มีการแต่งตั้ง นายราเกซ เป็นที่ปรึกษาด้วยหวังว่าความฉลาดปราดเปรื่องของนายราเกซ จะมาช่วยกอบกู้ฐานะของธนาคารได้ ประกอบกับได้มีกลุ่มนักการเมืองเข้ามาฉกฉวยหาประโยชน์จากการบริหารจัดการภายในธนาคาร เมื่อนายราเกซ ซึ่งมีความฉลาดมารวมกับกลุ่มนักการเมืองเหล่านั้น เหตุการณ์หลายๆ อย่างก็เกิดขึ้น ทั้งในด้านการให้สินเชื่อ การบริหารจัดการ จนนำไปสู่การมีหนี้เสียในระดับสูงมาก จนประชาชนขาดความเชื่อถือ ได้มาแห่ถอนเงินฝากหรือที่เรียกว่า แบงค์รัน จนธนาคารอยู่ไม่ได้ต้องถูกปิดไป

หลังการปิดตัวของ BBC และทางราชการเข้าควบคุมแล้ว ก็ได้แยกหนี้ออกเป็น 2 ส่วน

- ส่วนแรก เป็นหนี้ดี จำนวน 25,000 ล้านบาท โอนไปให้ธนาคารกรุงไทยบริหาร

- ส่วนที่สอง เป็นหนี้เสีย จำนวน 150,000 ล้านบาท ได้โอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) บริหาร โดยกำหนดให้ บสก. ต้องคืนเงินให้กับทางราชการ จำนวน 41,000 ล้านบาท ซึ่ง บสก. ได้บริหารและได้คืนเงิน 41,000 ล้านบาท ครบถ้วนแล้ว และคาดว่าน่าจะมีรายได้คืนทางราชการอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท

แม้ว่าจะได้รับคืนบางส่วนเพื่อเป็นการชดเชยความเสียหายของทางราชการในการเข้าไปดูแล BBC ในสมัยนั้นก็ตาม แต่ความเสียหายอื่นๆ ที่ตามมาก็มีจำนวนมากมาย สาเหตุของปัญหาอาจมีการตั้งคำถามว่าเกิดจากบุคคล หรือระบบงาน ในกรณีนี้คงต้องตอบว่าเกิดจากทั้งสองด้าน โดยเฉพาะการขาดการบริหารจัดการที่มีหลักธรรมาภิบาลที่ดีของผู้บริหารบางคน ในขณะที่พนักงานโดยทั่วไปมิได้มีส่วนร่วมในการประพฤติมิชอบเหล่านั้น แต่ก็ต้องพลอยรับผลกรรมตามไปด้วย

วันนี้ทุกคนอยากเห็นนายราเกซ ถูกส่งตัวกลับไทยและถูกลงโทษ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วว่าหากทำผิดก็ควรถูกลงโทษ แล้วสังคมควรได้รับเพียงแค่นั้นหรือ? วันหนึ่งเหตุการณ์คล้ายๆ กรณีนายราเกซ จะกลับมาใหม่หรือไม่ เพราะกรณีนายราเกซ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ในอดีตยุคราชาเงินทุน ก็เกิดกรณีคล้ายกัน แต่พอนานไปทุกคนก็ลืม พอเศรษฐกิจเติบโตก็หลงอยู่กับความเฟื่องฟู และบริหารงานโดยขาด ธรรมาภิบาลแบบเดิมๆ อีก

หวังว่ากรณีนายราเกซ นี้จะเป็นบทเรียนที่สังคมไทยควรตระหนัก และป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในสถาบันการเงิน ซึ่งมีความสำคัญสูง ไม่ใช่เพียงเห็นการได้รับโทษเท่านั้นก็เพียงพอ เพราะว่าหากอยากเห็นการลงโทษแล้วสะใจ ก็ไม่เกิดผลดีประการใด อีกทั้งจริงๆ แล้วที่นายราเกซ ต้องหลบหนีคดี และหลบๆ ซ่อนๆ เป็นเวลา 10 กว่าปีก็ถือได้ว่ารับโทษไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกง

บทเรียนกรณีนายราเกซ จะเป็นสติเตือนใจคนในวงการธนาคารว่าหากเราบริหารงานโดยหวังประโยชน์ตนเอง และพวกพ้องจนลืมความถูกต้อง ผลเสียหายต่อสังคมจะสูงมาก ยิ่งมีตำแหน่งหน้าที่สูงเท่าไร ความเสียหายจะมากมายขึ้นเท่านั้น

ที่มา : http://www.stockwave.in.th/economic-view/2576-rakas-301009.html

คำถาม:

1. นายราเกซถูกจับในข้อหาใด

2.แบงค์รัน คืออะไร

3.นายราเกซเคยทำงานในธนาคารใด และตำแหน่งใดบ้าง






กลุ่มที่ 44

ลำดับ

เลขทะเบียน

ชื่อ-สกุล

คณะ

1.

4902100322

นายสิทธิ ชลวัฒนะกุล

บัญชี

หัวหน้าทีม

2.

4902100272

นางสาวอารียา ภารารักษ์

บัญชี

สมาชิกทีม

3.

4902100324

นางสาววรัญญา สุขสำราญ

บัญชี

4.

4902100377

นางสาวดารารัตน์ สุธีธเนศ

บัญชี